โรคหอบหืดในเด็ก

พญ.มุกดา หวังวีรวงศ์ / นพ.ไพศาล  เลิศฤดีพร

 

โรคหอบหืดคืออะไร

            โรคหอบหืด เป็นโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดลมของผู้ป่วยตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากกว่าภาวะปกติ ทำให้หลอดลมของผู้ป่วยหดเกร็งมีและมีอาการบวน เนื่องจากการอักเสบ รวมทั้งจะมีการสร้างเสมหะมากขึ้นกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการที่เรามักเรียกกันว่า อาการจับหืด" คือมีอาการหอบ อ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หายใจถี่ หาใจขัด  ๆ มีเสียงดังวิ๊ด ๆ การหอบอาจเกิดขึ้นเป็น ๆ หาย ๆ และเรื้อรัง อาการที่เกิดมักเกิดในตอนกลางคืน หรือเมื่อมีการสัมผัสกับสิ่งที่แพ้หรือสารระคายเคือง

            ในเด็กขนาดของหลอดลมจะมีขนาดเล็กกว่าในผู้ใหญ่ เมื่อมีการหดเกร็งและเกิดอาการบวมจะทำให้มีอาการ  ของระบบหายใจได้มากกว่าในผู้ใหญ่ ดังนั้น เด็กที่มีอาการจับหืด จึงควรได้รับการดูแลต่อเนื่องอย่างเหมาะสมและใกล้ชิด

 

สาเหตุของโรค 

1.  กรรมพันธุ์ ไม่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ โดยตรงเสมอไป แต่พบว่า ถ้าผู้ป่วยมีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว โอกาสที่ผู้ป่วยจะเป็นโรคก็จะมีมากขึ้น

2.  สิ่งกระตุ้นต่าง ๆ อาจจะโดยการหายใจเข้าไป อาหารหรือยาที่รับประทานเข้าไป ควันพิษจากสิ่งแวดล้อม เช่น

         -   ฝุ่น                                                             -   ตัวไรในฝุ่น

         -   เกสรดอกไม้, หญ้า                                      -   เชื้อราในอากาศ

         -   ขนและรังแคสัตว์  เช่น สุนัข แมว เป็นต้น            

         -    อาหาร เช่น ไข่ นม อาหารทะเล               -   ควันบุหรี่ น้ำมันรถ สารเคมี มลพิษในอากาศ

3. การออกกำลังกายมาก ๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการหืดจับได้ถ้าหากไม่ได้รับการดูแลหรืคำแนะนำvย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายก็ยังมีประโยชน์ถ้าทำในระดับที่เหมาะสม

4. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์

5. การติดเชื้อทางระบบหายใจ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส

6. การเปลี่ยนแปลงของอากาศ

  

ผลของโรคหอบหืดในเด็ก

            ในเด็กที่มีอาการไม่มาก จะมีผลต่อการดำรงชีพเพียงเล็กน้อย

          ในเด็กที่มีอาการของโรคหอบหืดมากหรือเป็นบ่อย ๆ จะมีผลต่ออารมณ์ จิตใจ การเรียน และการดำรงชีวิตประจำวันได้มาก โรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้ผู้ป่วยเด็กขาดโรงเรียนได้มากที่สุด ผู้ป่วยมีความเครียด กังวล ซึ่งความเครียด กังวล โกรธ เสียใจ น้อยใจ อาจจะเป็นสิ่งกระตุ้นทำให้เกิดอาการหอบได้ ผู้ป่วยกลัวเรียนไม่ทันเพื่อน ถูกห้ามเล่นกีฬาทุกชนิด ทำอะไรได้ไม่เท่าเด็กคนอื่น ๆ อาจทำให้ขาดความมั่นใจในตนเองได้ ดังนั้นเด็กที่เป็นโรคหอบหืดจึงควรได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมต่อเนื่อง จากแพทย์และทีมงานที่ดูแลประจำรวมทั้งควรมีความรู้และความเข้าใจในการป้องกันการจับหืดอย่างดีด้วย

 

ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีอาการหอบ

®  ถ้ามีอาการหอบช่วงที่กำลังวิ่งเล่น หรือ มีอาการเหนื่อยให้หยุดพักทันที

®  สงบสติอารมณ์ อย่ากลัวหรือตกใจจนเกินไป

®  หายใจเข้าอย่างปกติ และหายใจออกทางปากโดยค่อย ๆ เป่าลมจากปอดออกทีละน้อยให้นานและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ออกห่อปากขณะเป่าลมหายใจออกด้วยก็ได้

®  พ่นยาหรือกินยาแก้หอบตามแพทย์สั่ง

®  ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ

®  ถ้ายังไม่หายหอบให้รีบมาพบแพทย์

 

โรคแทรกซ้อนของโรคหอบหืด

®  โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

®  โรคปอดเรื้อรัง

®  โรคถุงลมโป่งพอง

 

การออกกำลังกายกับเด็กที่มี อาการโรคหอบหืด

                เด็กที่เป็นโรคหอบหืด สามารถที่จะออกกำลังกายได้ตามปกติในช่วงที่ไม่มีอาการหอบอยู่ ไม่ควรที่จะงดเว้นและควรสนับสนุ่นให้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย ร่างกายจะได้แข็งแรง อาการหอบจะน้อยลงโดยควรอยู่ภายใต้การดูและและรับคำแนะนำจากแพทย์ที่ดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ในผู้ป่วยเด็กหรือผู้ใหญ่บางรายแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาสูด เพื่อป้องกันการจับหืดที่เกิดจากการออกกำลังกาย โดยสูดก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 5-15 นาที จะสามารช่วยป้องกันได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการออกกำลังกายมากขึ้น

   

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในเด็กที่เป็นโรคหอบหืด

            สำหรับอาหาร ไม่มีความจำเป็นต้องงดอาหารบางอย่าง เว้นเสียแต่ว่า อาหารนั้น ๆ จะเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการหอบได้ เช่น ผู้ป่วยที่แพ้อาหารจำพวกนม ไข่ อาหารทะเล หรือถั่ว ซึ่งผู้ปกครองควรสังเกตไว้เสมอ มีรายงานว่า สารอาหารหรืออาหารที่มีการผสมหรือชุบสารถนอมอาหารกลุ่มไนไตรท์หรือสารกันบูด สีผสมอาหารบางชนิด รวมทั้งสารซัลไฟท์ที่มักพบในอาหารพวกขนมอบกรอบ ผลไม้กวนหรือตากแห้ง อาจเป็นสาเหตุให้มีการจับหืดได้ ดังนั้น ถ้าสังเกตว่าหลังจากรับประทานอาหารเหล่านี้แล้วมีอาการจับหืดเป็นประจำ ก็ควรงดเว้นอาหารเหล่านี้เสีย

 

ผู้ป่วยโรคหอบหืดควรปฏิบัติตัวอย่างไร

1. หลีกเลี่ยงสารที่แพ้ จำให้ขึ้นใจว่าตัวเองแพ้อะไร และต้องรู้ว่าตัวเองกินยาอะไรประจำ

2. หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ ควันไอเสียรถยนต์ ควันธูป กลิ่นน้ำหอม

3. ควรดูแลรักษาสุขภาพให้ดี อย่าปล่อยให้เกิดอาการหวัดเรื้อรัง ไซนัสอักเสบหรือคออักเสบเรื้อรัง อันจะเป็นสาเหตุให้อาการหอบหืดกำเริบได้

4. ปรับสภาพสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดห้องนอนให้ปราศจากไรฝุ่น ตามคำแนะนำของแพทย์หรือพยาบาลผู้ดูแลประจำ

5. พยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงมากๆ หรือมีอากาศร้อนจัดหรือเย็นจัด

6. ควรทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง เช่น การรับประทานอาหารครบหมู่ ออกกำลังกายแต่พอดีเป็นประจำ

7.  พยายามทำจิตใจให้สดชื่น ขจัดความกังวล หงุดหงิด ฉุนเฉียว ดีใจ หรือเสียใจอันอาจจะเป็นสาเหตุของการจับหืดได้

8.  เด็กที่มีอาการไอหรือมีโรคหอบหืดอยู่ ไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัด หรือรับประทานไอศกรีมมาก เพราะจะทำให้มีอาการไอมากขึ้น

9.  กินยาตามแพทย์สั่ง อย่าหยุดยาเอง หรือ ซื้อยากินเอง และมาตรวจตามแพทย์นัดทุกครั้ง

10. เมื่อเริ่มมีอาการ ควรกินยาหรือใช้ยาที่แพทย์สั่งไว้ทันทีตามคำแนะนำ และถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้นให้รีบมาพบแพทย์

 

จะจัดห้องให้ปลอดฝุ่นและตัวไรฝุ่นได้อย่างไร?

1.  ห้องนอนควรมีเครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่งเท่าที่จำเป็น ไม่ควรปูพรม พื้นห้องควรเป็นไม้ หรือกระเบื้องยางจะดีที่สุด

2.  ห้องนอนไม่ควรใช้ผ้าม่านหนาๆ เพราะจับเก็บฝุ่นได้มาก ควรใช้เป็นมู่ลี่ ซึ่งสามารถอดล้างได้ง่ายแต่หากจำเป็นต้องใช้ผ้าม่านควรมีการถอดซักทำความสะอาดเป็นประจำ

3.  ที่นอนนุ่น, ยาง, ฟองน้ำ ควรหุ้มด้วยพลาสติก หรือ ไวนิลที่มีซิปรูดปิด แล้วจึงปูทับด้วย  ผ้าคลุมที่นอน ปัจจุบันนี้มีผ้าชนิดพิเศษซึ่งเคลือบน้ำยากัดตัวไรฝุ่นสำหรับหุ้มที่นอน แต่ไม่ได้เป็นการทำลายตัวไร เพียงแต่ช่วยกักตัวไรฝุ่นให้ผ่านขึ้นมาที่ด้านบนของเครื่องนอนได้น้อยลง

4.  หมอน ควรทำด้วยใยสังเคราะห์ซึ่งซักล้างได้ไม่ควรใช้นุ่น ยาง ฟองน้ำ หรือขนนก เพราะหากใช้ไปนานๆ แล้วจะเป็นที่เก็บสะสมฝุ่น และเชื้อรา หมอนก็ควรต้องมีปลอกกันฝุ่นห่อหุ้มด้วย

5.   ผ้าห่ม ไม่ควรใช้ผ้าขนสัตว์ สักหลาด ผ้าสำลีที่มีขน ควรใช้เป็นผ้าแพรผิวเรียบหรือผ้านวมใยสังเคราะห์ที่ซักล้างในน้ำร้อนได้

6.   ตุ๊กตาขนสัตว์หรือตุ๊กตายัดไส้นุ่น ไม่ควรจะมีไว้ในห้องนอน ตุ๊กตาใยสังเคราะห์ใช้ได้

7.   ไม่ควรเก็บชั้นหนังสือไว้ในห้องนอน เพราะจะทำให้มีฝุ่นในห้องนอนมาก

8.   เสื้อผ้าทุกชิน ต้องใส่ไว้ในตู้หรือลิ้นชักที่ปิดมิดชิด

9.  ควรกวาดและทำความสะอาดบ้านและห้องนอนอย่างน้อยวันละครั้ง และเช็ดพื้นด้วยผ้าเปียกทุกวันควรปิดบานประตูและหน้าต่างของห้องนอนตลอดเวลาที่ไม่มีคนอยู่

10. การใช้เครื่องปรับอากาศหรือเครื่องดูดอากาศในห้องนอนหรือภายในบ้านั้น ขึ้นอยู่กับ เศรษฐานะของผู้ป่วยและความเหมาะสมในแต่ละราย

 

ควันบุหรี่กับเด็กที่เป็นโรคหอบหืด

            การสัมผัสควันบุหรี่ไม่ว่าทางตรงโดยการสูบเองหรือการสัมผัสทางอ้อมโดยการสูดดมควันบุหรี่จากการสูบของผู้อื่น จะทำให้เด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืดมีอาการรุนแรงมากขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังพบว่าหากเด็กมีการสัมผัสกับควันบุหรี่ระยะหนึ่งจะทำให้เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดภาวะภูมิแพ้ได้มากว่าเด็กที่ไม่มีประวัติการสัมผัสควันบุหรี่ ดังนั้น หากมีผู้สูบบุหรี่ภายในบ้านก็ควรงดสูบบุหรี่เสีย และควรป้องกันเด็กมิให้สัมผัสควันบุหรี่ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เช่น หลีกเลี่ยงการเข้าไปในอาคารที่มีผู้สูบบุหรี่มากๆ เช่น โรงภาพยนตร์ ภัตตาคาร หรือร้านอาหาร

            ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลเด็กหรือผู้ใกล้ชิดที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับผู้ป่วย ควรงดสูบบุหรี่และไม่ควรสูบในห้องที่มีเด็กอยู่ด้วยอย่างเด็ดขาด

 

***************************