โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย(Thalassemia)
พญ.สมใจ กาญจนาพงศ์กุล
โรคเลือดจางธาลัสซีเมียคืออะไร
โรคซีดชนิดหนึ่งที่เกิดจากกรรมพันธุ์ มีการสร้างสารโปรตีนที่อยู่ในเม็ดเลือดแดงลดน้อยลง เม็ดเลือดแดงจึงผิดปกติและแตกง่าย ก่อให้เกิดอาการซีด เลือดจางเรื้อรัง และมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆตามมา ผู้ที่เป็นโรคนี้ได้รับยีนที่ควบคุมการสร้างเม็ดเลือดแดงผิดปกติทั้ง 2 ข้าง (หรือ 2 แท่งโครโมโซม) จากทั้งพ่อและแม่
ภาวะธาลัสซีเมียพบมากในประเทศไทยและพบได้ทั่วโลก ในประเทศไทยพบได้หลายชนิด จากการสำรวจภาวะธาลัสซีเมียในประเทศไทยสามารถแบ่งเป็นชนิดใหญ่ๆ ที่สำคัญ 2 ชนิดคือ แอลฟ่า-ธาลัสซีเมีย และเบต้า-ธาลัสซีเมีย
โอกาสเกิดโรค
โดยเฉลี่ยชาวไทยเป็นพาหะของธาลัสซีเมียชนิดใดชนิดหนึ่งถึงร้อยละ 30 - 40 หรือประมาณ 20 ล้านคน เมื่อพาหะแต่งงานกันและเป็นชนิดเดียวกัน อาจมีลูกเป็นโรคได้ จึงพบว่าในประเทศไทยมีคนเป็นโรคธาลัสซีเมียมากถึงร้อยละ 1 หรือประมาณ 6 แสนคน
• ถ้าพ่อหรือแม่เป็นพาหะเพียงคนเดียว อัตราเสี่ยงที่ลูกจะเป็นพาหะเท่ากับครึ่งต่อครึ่ง แต่จะไม่มีลูกคนใดเป็นโรค
• ถ้าพ่อและแม่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียชนิดเดียวกัน อัตราเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับ 1 ใน 4 อัตราเสี่ยงที่จะเป็นพาหะเท่ากับ 2 ใน 4 และปกติเท่ากับ 1 ใน 4
• ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรค อีกฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะของธาลัสซีเมียชนิดเดียวกัน อัตราเสี่ยงที่ลูกเป็นพาหะเท่ากับ 1 ใน 2 และอัตราเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับ 1 ใน 2
อัตราเสี่ยงที่เกิดในลูก ว่าจะเป็นโรคหรือเป็นพาหะหรือเป็นปกติในแต่ละครอบครัว จะเท่ากันทุกครั้งของการตั้งครรภ์
อาการของผู้เป็นโรคธาลัสซีเมีย
โรคธาลัสซีเมีย มีความรุนแรงต่างกัน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1. ชนิดที่รุนแรงที่สุดจะตายทั้งหมด อาจตายตั้งแต่ในครรภ์ ตายขณะคลอด หรือหลังคลอดเล็กน้อย ทารกมีลักษณะบวมและซีด รกมีขนาดใหญ่ ท้องป่องตับม้ามโตมาก
2. ชนิดที่รุนแรงปานกลางจนถึงรุนแรงมาก มักจะเป็นผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย สายเบต้าผู้ป่วยกลุ่มนี้แรกเกิดมักจะปกติ แต่เริ่มมีอาการได้ตั้งแต่ภายในขวบปีแรกหรือหลังจากนั้น อาการสำคัญคือ ซีด อ่อนเพลีย ท้องป่อง ม้ามและตับโต กระดูกใบหน้าเปลี่ยน จมูกแบน โหนก แก้มสูง คางและขากรรไกรกว้างใหญ่ ฟันบนยื่น กระดูกบางเปราะหักง่าย ร่างกาย แคระแกร็น เจริญเติบโตไม่สมอายุ ในรายที่ซีดมากจำเป็นต้องได้รับเลือด แต่เนื่องจากใน เลือดมีธาตุเหล็กมาก ฉะนั้นหากผู้ป่วยได้รับเลือดบ่อย ๆ จะเกิดภาวะแทรกซ้อน ที่สำคัญ คือ มีธาตุเหล็กเกินไปสะสมในอวัยวะต่างๆ มีผลทำให้ผิวคล้ำ เป็นตับแข็ง เบาหวาน หัวใจ ล้มเหลว เป็นต้น นอกจากนี้ผลจากการสลายของเม็ดเลือดแดง ยังอาจพบนิ่วในถุงน้ำดีด้วย
3. ชนิดที่รุนแรงน้อย ผู้ป่วยซีดเล็กน้อย บางครั้งมีเหลืองเล็กน้อยร่วมด้วย ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคตับหรือโรคดีซ่าน ถ้าหากมีไข้ติดเชื้อผู้ป่วยพวกนี้จะซีดลงได้มากและเร็ว
โรคธาลัสซีเมีย รักษาได้อย่างไร
โรคธาลัสซีเมียมีหลายชนิด อาการแสดงแตกต่างกัน ตั้งแต่อาการน้อยมากจนไม่ต้องให้การรักษา ไปจนถึงที่มีอาการรุนแรง ซีดมาก ต้องรักษาใกล้ชิด สม่ำเสมอ ดังนั้นผู้ปกครอง ผู้ป่วยและครอบครัวจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่า โรคธาลัสซีเมียคืออะไร มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมอย่างไร ผู้ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดใด ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น บิดา มารดา พี่น้อง ควรได้รับการตรวจเลือด เพื่อให้ทราบและเข้าใจเกี่ยวกับแบบแผนการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษาผู้ป่วย
การรักษาได้แก่
1. การดูแลรักษาสุขภาพทั่วไป ออกกำลังกายเท่าที่จะทำได้ ไม่เหนื่อยเกินไป กระดูกเปราะหักง่ายจึงควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ผาดโผน การที่เม็ดเลือดแดงอายุสั้นและแตกง่ายดังนั้นร่างกายจึงต้องสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ขึ้นมาทดแทนมากกว่าคนปกติหลายเท่า จึงควรรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม และอาหารที่มี"โฟเลท"สูง ได้แก่ ผักสดต่างๆ สารอาหารเหล่านี้จะถูกนำไปใช้สร้างเม็ดเลือดแดง อาหารที่มีธาตุเหล็กสูงมากควรละเว้น ได้แก่ เลือดหมู เลือดเป็ด เลือดไก่ สำหรับเครื่องดื่มประเภทน้ำชา น้ำเต้าหู้ จะช่วยลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้บ้าง ไม่ควรซื้อยาบำรุงเลือดกินเอง เพราะมีธาตุเหล็ก ควรรับประทานยาวิตามินโฟเลททุกวันเพื่อเสริมให้มีการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ดีขึ้น
2. การให้เลือด มี 2 แบบคือ
2.1 การให้เลือดแบบประคับประคอง (low transfusion) เพิ่มระดับฮีโมโกลบินให้สูงกว่า 6-7 กรัม/เดซิลิตร หรือระดับฮีมาโตคริต สูงกว่า 20% พอให้ผู้ป่วยหายจากอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยจากการขาดออกซิเจน ให้เลือดเป็นครั้งคราว ตามความจำเป็น
2.2 การให้เลือดจนหายซีด (high transfusion) เพิ่มระดับฮีโมโกลบินให้สูงใกล้เคียงคนปกติ อาจต้องให้เลือดทุกสัปดาห์ 2-3 ครั้ง จนระดับฮีโมโกลบินอยู่ในเกณฑ์ 10 กรัม/เดซิลิตร เสียก่อน (ฮีมาโตคริต 30%) ต่อจากนั้นให้เลือดอย่างสม่ำเสมอทุก 3 สัปดาห์ จะทำให้ค่าเฉลี่ยของฮีโมโกลบินสูงขึ้นประมาณ 12 กรัม/เดซิลิตร (ฮีมาโตคริต 36%) วิธีนี้ส่วนมากจะใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคชนิดที่รุนแรง และมักจะให้ตั้งแต่ผู้ป่วยอายุน้อยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะกระดูกหน้าและม้ามยังไม่โต ผู้ป่วยจะแข็งแรงเหมือนเด็กปกติไม่เหนื่อยและจะป้องกันมิให้ใบหน้าเปลี่ยน ม้ามจะไม่โตและการเจริญเติบโตจะปกติ ข้อเสียของการให้เลือดวิธีนี้คือ ต้องมารับเลือดอย่างสม่ำเสมอและจะมีปัญหาแทรกซ้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเหล็กเกิน
3. การให้ยาขับธาตุเหล็ก
Desferalเป็นยาที่ใช้มานานและเป็นที่นิยม โดยฉีดเข้าเส้นเลือดหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ แต่วิธีที่นิยมคือฉีดเข้าใต้ผิวหนังให้ยาช้าๆ กินเวลานานครั้งละ 10-12 ชั่วโมง โดยใช้เครื่องปั๊ม ผู้ปกครองหรือผู้ป่วยจะต้องฉีดยาเอง นิยมฉีดก่อนนอน และถอดเข็มออกตอนเช้า เหล็กจะถูกขับถ่ายออกจากร่างกาย ทางปัสสาวะและอุจจาระ จะสังเกตได้จากสีปัสสาวะที่เข้มขึ้น
ปัจจุบันมียาขับเหล็กชนิดรับประทานหลายชนิดมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับชนิดฉีดแต่ราคาค่อนข้างสูง
4. การตัดม้าม
ม้ามมีหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดอดงตัวแก่ แต่ในผู้ป่วยธาลัสซีเมียเม็ดเลือดแดงผิดปกติจะแตกตายเร็ว ม้ามจึงต้องทำหน้าที่มาก ม้ามจึงโตขึ้น ทำให้ท้องป่องอึดอัด และกลับเพิ่มการทำลายเม็ดเลือดมากขึ้น ทำให้ต้องให้เลือดถี่ขึ้นอาจให้ทุกเดือนหรือทุก 2-3 สัปดาห์ การตัดม้ามทำให้หายอึดอัด และอัตราการให้เลือดจะลดลงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคฮีโมโกลบินเอ็ช มักไม่ต้องให้เลือดอีกเลย แต่ผลเสียของการตัดม้ามคือ อาจมีภาวะติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุน้อยกว่า 4 ปี แพทย์จึงมักไม่ตัดม้ามเด็กอายุน้อยกว่า 4 ปี ที่สำคัญหากมีไข้สูงอ่อนเพลียมาก ซีดลง ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน เพราะอาจเกิดการติดเชื้อ
5. การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด
ปัจจุบันเป็นวิธีเดียวที่สามารถรักษาโรคธาลัสซีเมียให้หายขาดได้ แหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดอาจได้จากไขกระดูกหรือเลือดสายสะดือ ส่วนใหญ่แพทย์จะเลือกทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในรายที่ผู้ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียที่รุนแรง และยังไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคธาลัสซีเมียชัดเจน เช่น ไม่มีตับแข็ง หรือเป็นเบาหวาน
ค่าใช้จ่ายในการปลูกถ่ายไขกระดูกและการปลูกถ่ายเลือดสายสะดือ ใกล้เคียงกันคือประมาณ 100,000 บาท-400,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ น้ำหนักตัวของผู้ป่วย และภาวะแทรกซ้อน
6. การเปลี่ยนยีน
สาเหตุของโรคทางพันธุกรรมเกิดจากความผิดปกติของยีน คาดว่าในอนาคตอันใกล้ จะมีการใช้วิธีเปลี่ยนยีนเพื่อรักษาโรคทางพันธุกรรม รวมทั้งโรคธาลัสซีเมียด้วย
การควบคุมป้องกันโรค
โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบมากในบ้านเรา ผู้ที่เป็นโรคจะมีอาการเรื้อรัง เป็นปัญหาต่อสุขภาพทั้งกายและใจ การรู้จักโรคและเข้าใจแบบแผนการถ่ายทอดทางพันธุกรรม จะทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญและสนใจที่จะมีส่วนร่วม ในการควบคุมป้องกันโรค การตรวจเลือดโดยวิธีพิเศษเพื่อหาภาวะแฝงและโรคธาลัสซีเมีย ทำได้ที่โรงพยาบาลของรัฐ โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง
ใครบ้างที่จะเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย
1. คนทั่วไปมีโอกาสจะเป็นพาหะ หรือมียีนของธาลัสซีเมียชนิด ใดชนิดหนึ่งถึงร้อยละ 30-40
2. ชายหญิงที่มีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียต้องมียีนธาลัสซีเมียเสมอ
3. พี่น้องหรือญาติของผู้เป็นโรคธาลัสซีเมีย หรือพาหะของโรคธา ลัสซีเมียมีโอกาสที่จะมียีนธาลัสซีเมียมากกว่าคนทั่วไป
ใครบ้างที่อาจมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมีย
คู่สามีภรรยาที่เคยมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมียมาก่อน หรือสามี และภรรยาที่มียีนธาลัสซีเมียพวกเดียวกัน ดังนั้น ควรมีการตรวจเลือดคู่สมรสทุกราย อาจตรวจคนเดียวก่อน หากเป็นพาหะของธาลัสซีเมีย หรือมียีนธาลัสซีเมีย ต้องตรวจคู่สมรสด้วย หากคู่สมรสเป็นพาหะของธาลัสซีเมียพวกเดียวกัน ถ้ามีลูกก็มีอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคดังกล่าวแล้ว ทางเลือกของคู่สมรสที่มีความเสี่ยงในการมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดที่รุนแรงคือ
1. ไม่มีลูกของตนเอง โดยคุมกำเนิดหรือทำหมัน
2. ยอมเสี่ยงที่จะมีลูกที่เป็นโรค
3. ตรวจทารกในครรภ์ว่าเป็นโรค ปกติหรือเป็นพาหะ
4. การวินิจฉัยตรวจโรคตัวอ่อนก่อนนำไปฝังตัวในมดลูก ก่อนการ ตั้งครรภ์ (Preimplantation) จะทำให้สามารถเลือกทารกที่ไม่เป็นโรคได้ เป็นโครงการในอนาคต ปัจจุบันด้วยภาวะเศรษฐกิจและสังคมครอบครัวส่วนใหญ่มักจะมีบุตรน้อย หากมีบุตรพอแล้วจึงควรทำหมัน
การตรวจทารกในครรภ์ จะทำในรายที่มีความเสี่ยงที่จะมีลูกเป็นธาลัสซีเมียฃนิดรุนแรง เช่นในรายที่คู่สมรสทั้งคู่เป็นพาหะของโรคเป็นธาลัสซีเมียฃนิดรุนแรง หรือในครอบครัวที่เคยมีบุตรเป็นเป็นธาลัสซีเมียฃนิดรุนแรงมาก่อน โดยสูติแพทย์จะเจาะด้วยเข็มพิเศษผ่านทางช่องคลอด หรือทางหน้าท้อง นำน้ำคร่ำ หรือเลือดของทารก หรือชิ้นรกซึ่งเป็นเนื้อเยื่อของทารกไปตรวจ การตรวจจะทำเมื่ออายุครรภ์เพียง 6-18 สัปดาห์ ทั้งนี้สุดแต่ชนิด ของยีนที่ผิดปกติ ตามความเหมาะสมในแต่ละรายไป
*****************************